วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

บันทึกครั้งที่ 7

*งดการเรียนการสอนเนื่องจากเป็นสัปดาห์การสอบกลางภาค ครั้งที่ 1/2559

บันทึกครั้งที่ 6

Learning  ( เนื้อหาที่เรียน )  

กิจกรรมศิลปะเกี่ยวกับสีผสมน้ำ

Knowledge (ความรู้ที่ได้รับ)   

                                              กิจกรรมประจำสัปดาห์

1.วาดภาพอิสระด้วยสีน้ำ


2.การหยดสี


3.หยดสีใส่กระดาษเปียก

4.เทสี


5.เป่าสี

6.เป่าฟองสบู่



7.การกลิ้งสี

8.ทับสี

9.พ่นสี


10.ย้อมสี



11.ดึงเส้นด้ายชุบสี

12.สลัดสี

13.จุดสีสร้างภาพ
14.ละเลงสี



15.ทาสีตุ๊กตาหิน




Skills ( ทักษะที่ได้ ) 

ทักษะการสร้างผลงานด้วยสีผสมน้ำ
ทักษะความคิดสร้างสรค์
ทักษะการออกแบบและการเเก้ไขปัญหา

Teaching Techniques ( เทคนิคการสอน ) 

ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง และใช้สื่อจริงในการสอน ทำใหผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เเละเข้าใจได้ด้วยตนเอง

Applications in Life ( การนำไปประยุกต์ใช้ )
นำความรู้ที่ได้และเทคนิคในการจัดกิจกรรม ไปใช้ในการเขียนเเผน และคิดกิจกรรมศิลปะเกี่ยวกับสรผสมน้ำให้เหมาะสมกับเด็กยิ่งขึ้น

Evaluation ( การประเมิน )

Teacher      แต่งกายสุภาพ เข้าสอนตรงเวลา ใช้แบบสื่อที่เหมาะสม
students     แต่งกายสุภาพ ตั้งใจเรียน
classroom  สะอาด เเละเอื้ออำนวยต่อการทำกิจจกรรม

บันทึกครั้งที่ 5

Learning  ( เนื้อหาที่เรียน )  
ศิลปะเกี่ยวกับสีเทียน

Knowledge (ความรู้ที่ได้รับ)   

กิจกรรมประจำสัปดาห์

1.การวาดภาพลายเส้น

2.การวาดภาพอิสระด้วยสีเทียน

3.สีเทียนร่วมใจ

4.ฤดูสีเทียนภาพ

5.ฤดูสีเทียนภาพ 2
(แบบที่ทำจากกระดาษทราย)
(เมื่อขูดเสร็จ)

6.สร้างภาพจากกระดาษทราย


7.ขูดสีเป็นภาพ


8.สีเทียนกับน้ำ

9.สีเทียนกับผ้า

10.สีเทียนกับผ้าบาติก

11.ปั้นดินเหนียว
 (ปั้นเเล้วนำไปตากแดดให้แห้ง)

(เมื่อแห้งให้นำมาระบายด้วยสี) 

12.เพ้นหิน


Skills ( ทักษะที่ได้ ) 
ทักษะการสร้างงานศิลปะต่างๆด้วยสีเทียน
ทักษะความคิดสร้างสรรค์
ทักษะการออกแบบเเละการแก้ไขปัญกา

Teaching Techniques ( เทคนิคการสอน ) 
 ใช้สื่อที่เป็นของจริง ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติและเรียนรู้ด้วยตนเอง

Applications in Life ( การนำไปประยุกต์ใช้ )

นำกิจกรรมที่ได้ทำไปปรับใช้ในการออกแบบกิจกรรมประสบการณ์เกี่ยวกับศิลปะด้วยสีเทียนให้เข้ากับพัฒนาการเเละวัยของเด็ก การเลือกอุปกรณ์ และวัสดุที่หาได้ง่ายเหมาะกับเด็ก
   
Evaluation ( การประเมิน )

Teacher      แต่งกายสุภาพ เข้าสอนตรงเวลา ใช้แบบสื่อที่เหมาะสม
students     แต่งกายสุภาพ ตั้งใจเรียน
classroom  สะอาด เเละเอื้ออำนวยต่อการทำกิจจกรรม

บันทึกครั้งที่ 4

Learning  ( เนื้อหาที่เรียน )  
การเขียนแผนจัดประสบการณ์ศิลปะสสำหรับเด็กปฐมวัย   
 
Knowledge (ความรู้ที่ได้รับ)   

1.เลือกเรื่องที่เด็กสนใจ เรื่องที่เลือกเนื้อหาต้องไม่กว้างเกินไป เพราะจะทำให้ยากต่อการกำหนดเนื้อหา
2.จัดเรียงระบบความคิดรวบยอดให้ออกมาเป็นแผนผังความคิด
3.ศึกษาจาก6 กิจกรรมหลัก
4.คำนีงถือพัฒนาการของเด็ก ในแต่ละช่วงว่า วัยไหนสามารถทำอะไรได้บ้าง เเละเนื้อหาเหมาะกับการเรียนรู้หรือไม่ และสามมารถพัฒนาพัฒนาการทั้ง 4 ด้านหรือไม่
5.รูปแบบของกรจัดประสบการณ์ควรเรียงลำดับยากง่าย เเละมีการสังเกต จดบันทึก พฤติกรรมของเด็กในการทำกิจกรรมทุกครั้ง 

**จุดประสงค์ของการเขียนแผน 
*วางแผนล่วงหน้าในการจัดกิจกรรมร่วมกับเด็กได้เหมาะสมและสอดคล้องกับหลักสูตรปฐมวัย
*นำแผนการจัดประสบการณ์ไปใช้ในการจัดกิจกรรมประจำวันให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ 

*ดูประสบการณ์สำคัญในหลักสูตรเเเล้วนำมาใส่ให้ตรงกับเนื้อหา

**ขั้นตอนการเลือกแผนการจัดประสบการณ์ 
1.เลือกเรื่อง
2.ระดทความคิด
3.คิดกิจกรรม
4.จัดกิจกรรมตามพัฒนาการ
5.เขียนแผนการจัดประสบการณ์

**การประเมิน
1.ประเมินทั้งทางทฟษฎีและปฎิบัติ
2.ประเมินให้สอดคล้องกับมาตรฐานและตัวชี้วัด
3.ประเมินตามสภาพจริง
4.นำผลที่ได้จากการประเมิน สู่การแปลผล และสรุป อย่างสมเหตุสมผล
5.มีความเที่ยงตรงคำนึงถึงความเป็นไปได้ของเด็ก

Skills ( ทักษะที่ได้ ) 
การเขียนผนการจัดประสบการณ์ศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย

Teaching Techniques ( เทคนิคการสอน ) 

การเลือกใช้สื่อเหมาะสมกับเนื้อการ และ การเปิดโอกาสให้กับผู้เรียนได้มีโอกาสถามข้อสงสัย

Applications in Life ( การนำไปประยุกต์ใช้ )

นำไปใช้ในการเลือกหน่วยหรือเนื้อหา และนำมาจัดประสบการณ์ให้กับเด็ก ให้เหมาะสมกับพัฒนาการ และคำนึงถึงความสามารถของเด็ก
   
Evaluation ( การประเมิน )

Teacher      แต่งกายสุภาพ เข้าสอนตรงเวลา ใช้แบบสื่อที่เหมาะสม
students     แต่งกายสุภาพ ตั้งใจเรียน
classroom  สะอาด เเละเอื้ออำนวยต่อการทำกิจจกรรม

บันทึกครั้งที่ 3

Learning  ( เนื้อหาที่เรียน )
 
1..วัสดุ อุปกรณ์ สำหรับงาศิลปะเด็กปฐมวัย
2.เทคนิคการเล่นกับสีน้ำ
   
Knowledge (ความรู้ที่ได้รับ) 

-วัสดุ คือ สิ่งที่ใช้แล้วหมดไป เช่น กระดาษ สี กาว  วัสดุที่ใช้ในการทำผลงานทางศิลปะ อาจเป็นวัสดุที่มีขายทั่วไปหรือเป็นวัสดุจากธรรมชาติ ควรหลีกเลี่ยงวัสดุที่มีปลายเเหลม คม เเตกหักง่าย
 
*วัสดุที่ใช้งานศิลปะของเด็กปฐมวัย
**กระดาษ   เป็นสิ่งที่หาง่าย ราคาไม่แพง เป็นวัสดุที่เด็กคุ้นเคย  การนำกระดาษมาใช้กับเด็กครูควรคำนึงถึงความเหมาะสมในการใช้งานของกิจกรรมนั้นๆ
-กระดาษวาดเขียน  มีความหนาไม่เท่ากัน ที่เรียกว่า ปอนด์ มี 60 80 100 ปอนด์ ใช้ได้ดีกับงาน วาด ระบายสี
-กระดาษโปสเตอร์ มีทั้งชนิดหน้าเดียวและสองหน้า ราคาค่อนข้างแพง ใช้ในงานตัดปะ ประดิษฐ์งานกระดาษเป็นสามมิติ มีหลายสี 
-กระดาษมันปู  เป็นการะดาษผิวเรียบมัน ด้าน หนา ด้านหลังเป็นสีขาว มีทุกสีเนื้อบาง เหมาะสำหรับงาน ฉีกตัด พับ ปะกระดาษ
-กระดาษจากนิตยสาร  เหมาะแก่การนำมาให้เด็กทำศิลปะ เพราะไม่ต้องซื้อ สามารถใช้แทนกระดาษมันปูได้อย่างดี
-กระดาษหนังสือพิมพ์  ใช้ได้เช่นเดียวกับกระดาษนิตยสาร แต่จะบางกว่า หมึกอาจเลอะมือเด็กได้ง่าย
 
*สีที่ใช้ในงานศิลปะของเด็กปฐมวัย
-สี เป็นวัสดุที่ดึงดูดความสนใจของเด็กเป็นอย่างมาก สีที่ใช้ในงานศิลปะของเด็กปฐมวัย เช่น สีเทียน สีฝุ่น สีโปสเตอร์ สีผสมอาหาร สีจากธรรมชาติต่างๆ
 
*สีที่ใช้ในงานศิลปะของเด็กปฐมวัย
-สีเทียน คือ สีที่ผสมกับขี้ผึ้งแล้วทำเป็นแท่ง มีหลายสีหลายขนาด สีเทียนที่ดีควรมีสีสด ไม่มีไขเทียนมากเกินไป
-สีชอล์กเทียน เป็นสีที่มีราคาแพงกว่าสีธรรมดา โดยทั่วไปคล้ายสีเทียน
-สีเทียนพลาสติก ผลิตขึ้นจากสีและพลาสติกผสม ทำเป็นแท่งเล็กๆ แข็ง มีสีสดหลายสีใช้ระบายสีง่าย
-สีเมจิก บรรจุเป็นด้ามคล้ายปากกา มี 2 ชนิด คือ ชนิดปลายแหลมและปลายตัด เป็นสีที่สว่างสวยงามและสดใส
-ปากกาปลายสักหลาด บางที่เรียก ปากกาเคมี เป็นปากกาพลาสติก
-ดินสอ เด็กๆ ส่วนมากอยากใช้ดินสอในการวาดรูป เหมือน ผู้ใหญ่ทำกัน
-ดินสอสี หรือ สีไม้ ดินสอสีก็เช่นเดียวกับดินสอ คือเหมาะสำหรับเด็กโตๆมากกว่าเด็กเล็กๆ
 
*สีที่ต้องผสมน้ำหรือเป็นน้ำ
สีประเภทนี้ ได้แก่ 
สีฝุ่น เป็นผง ทึบแสง ใช้ผสมน้ำใสให้ข้นเป็นเนื้อครีม อาจผสมกาวหรือแป้งเปียกด้วย แล้วแต่งาน
สีน้ำ โปร่งแสง ไหล ผสมกลมกลืนง่าย เด็กเล็กจะไม่ค่อยชอบ เพราะต้องคอยใช้ พู่กัน จานสีบ่อย สีอาจไหลหากันง่าย ทำให้ภาพไม่ชัดเจน
สีโปสเตอร์  คือสีฝุ่นที่บรรจุขวดขาย ทึบแสง ผสมน้ำแล้วใช้ได้เลย คล้ายสีฝุ่นเเต่ราคาแพงกว่า
สีพลาสติกผสมน้ำ เนื้อหยาบ มีกลิ่น เหมาะกับงานใหญ่ๆที่ไม่ต้องใช้รายละเอียดมากนัก สามารถใช้แทนสีน้ำ หรือสีฝุ่นได้ ข้อเสียคือ ต้องจุ่มแปรงไว้ในน้ำตลอด
 
*สีจากธรรมชาติ
-สี จากธรรมชาติจะเป็นสีที่ได้จาก ผัก ผลไม้ ดอกไม้ ใบไม้ ลำต้น ราก หรือ เปลือกของพืช ดิน เป็นสีที่ไม่สารเคมีเจือปน จึงไม่อันตรายแก่เด็ก
 
วัสดุในการทำศิลปะ
-กาว  เหมาะกับเด็กมากที่สุดคือกาวที่กวนเองจากแป้งข้าวเหนียวหรือแป้งมัน เรียกว่าแป้งเปียก
-ดินเหนียว  ดินธรรมชาติมีมากตามต่างจังหวัด ขุดหาได้ทั่วไป เหมาะกับงานปั้น
-ดินน้ำมัน คือดินที่มีส่วนผสมของน้ำมัน มีกลิ่นแรง เนื้อนิ่มเวลาโดนความร้อน เหนียวติดมือไม่เหมาะกับเด็ก
-ดินวิทยาศาสตร์   ลักษณะนิ่ม ไม่เนียวติดมือเหมือนดินน้ำมัน ไม่มีสารเคมีปนเปื้อนเหมาะกับเด็ก
 
อุปกรณ์ที่ใช้ในงานศิลปะ
-อุปกรณ์ คือ เครื่องมือที่ใช้ในการทำงาน เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมเปลืองไป แต่มีอายุในการใช้งานยืนนานตามชนิดหรือคุณภาพของสิ่งนั้นๆ
 
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสี
     1. สีเป็นองค์ประกอบของศิลปะ
     2. สีเป็นวัตถุที่ได้จากธรรมชาติหรือจากที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นมา
-สีจากธรรมชาติ
-สีจากการสังเคราะห์ขั้นมา
 
 เทคนิคการเล่นกับสีน้ำ

 
การหยดสี
 
การหยดสี
 
การเป่าสี

การทับสี

การสลัดสี
 
การขูดสี
 
การดึงเส้นด้ายชุบสี
 
การกลิ้งลูกแก้วชุบสี
 
การพิมพ์ภาพด้วยเศษวัสดุ
 
 
กิจกรรมประจำสัปดาห์  
 
กระดาษว่างต่อจุดเป็นภาพ
 
 
Skills ( ทักษะที่ได้ )
ทักษะความคิดสร้างสรรค์
ทักษะจินตนาการ
ทักษะการออกแบบและแก้ไขปัญหา

Teaching Techniques ( เทคนิคการสอน )  

ให้นักศึกษาลงมือปฏิบัติจริง และใช้สื่อเหมาะสมกับเนื้อหาร
Applications in Life ( การนำไปประยุกต์ใช้ )

การเลือกวัสดุ และอุปกรณ์ สำหรับงานศิลปะเด็กปฐมวัย ให้เหมาะสมกับงานและเหมาะสมกับเด็ก การเลือกกิจกรรมให้เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยที่หลากหลาย
   
Evaluation ( การประเมิน )

Teacher      แต่งกายสุภาพ เข้าสอนตรงเวลา ใช้แบบสื่อที่เหมาะสม
students     แต่งกายสุภาพ ตั้งใจเรียน
classroom  สะอาด เเละเอื้ออำนวยต่อการทำกิจจกรรม

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2559

บันทึกครั้งที่ 2

Learning  ( เนื้อหาที่เรียน )

1.ทฤษฎีเกี่ยวกับศิลปะ
2.พัฒนาการศิลปะ
3.พัฒนาการด้านร่างกาย
4.ทำกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์  
  


Knowledge (ความรู้ที่ได้รับ) 
1.ทฤษฎีพัฒนาการ ของ Lowenfeld
1.2.ทฤษฎีเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ 
   1.2.1ทฤษฎีโครงสร้างทางสติปัญญาของกิลฟอร์ด
        -เน้นความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา และการมีเหตุผล
        -มองความสามารถเป็น 3 มิติ คือ เนื้อหา, วิธีคิด และ ผลของความคิด
*ทำให้ทราบความสามารถของสมองที่แตกต่างกันถึง 120 ตามโครงสร้างทางปัญญา 3 มิติรวมความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ด้วย คือ วิธีการคิดแบบเอกนัย เป็นการคิดหลายทิศทาง

   1.2.2ทฤษฎีความรู้สมองสองลัีกษณะ (สมองสองซีก)
        -กำลังได้รับความสนใจ เป็นการทำงานของสมอง
        -ซีกซ้าย คิดเหตุผล ควบคุมสั่งการร่างกายด้านขวา
        -ซีกขาว ความคิดสร้างสรรค์ ควบคุมสั่งการร่างกายด้านซ้าย
*แพทย์หญิง กมลวรรณ ชีวะพันธุ์ กล่าวว่า สมองซีกขวาเป็นส่วนของจินตนาการ ความคิดสรา้งสรรค์ สามารถพัฒนาได้มากช่วงอายุ 4-7 ปี ส่วนซีกซ้าย เป็นส่วนการคิดเหตุผลจะพัฒนาในช่วงอายุ 9-12 ปีและสมองจะเจริญเติบโตเต็มที่ช่วงอายุ 14-13ปี

   1.2.3ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ของ ทอร์เเรนซ์ (Torrance)
        -แบ่งความคิดสร้างสรรค์เป็น 5 ขั้น ได้แก่ 1.ขั้นค้นพบความจริง 2.ขั้นค้นพบปัญหา
3.ขั้นการตั้งสมมติฐาน 4.ขั้นค้นพบคำตอบ 5.ขั้นยอมรับผลของคำตอบ
*ความคิดสร้างสรรค์เป็นกระบวนการของความรู้สึกที่ไวต่อปัญหา และเกืดความพยายามในการสร้างความคิด ตั้งสมมติฐาน

   1.2.4ทฤษฎีพุปัญญา การ์ดเนอร์ (Gardner)
        -แบ่งเป็น 9 ด้าน  ได้แก่
              1. ความฉลาดทางด้านภาษา (Linguistic intelligence) 
             2. ความฉลาดทางด้านตรรกะ (Logical-mathematic intelligence)  
              3. ความฉลาดทางด้านดนตรี (Musical intelligence)
              4. ความฉลาดทางด้านมิติ (Spatial intelligence) 
              5. ความฉลาดทางด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย (Bodily-kinesthetic intelligence) 
              6. ความฉลาดในการเป็นผู้นำ (Interpersonal intelligence)
              7. ความฉลาดภายในตน (Intrapersonal intelligence)
              8. ความฉลาดทางด้านธรรมชาติ (Naturalist intelligence)  
              9. ความฉลาดในการคิดใคร่ครวญ (Existential intelligence)
 *ในทุกๆด้านเรามีเท่ากันหมดแต่จะมีมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับการพัฒนาและการส่งเสริม
    
      1.2.5ทฤษฎีโอตา (Auta)
        -แบ่งเป็น 4 ขั้น

2.พัฒนาการศิลปะ
   วงจรการขีดๆ เขียนๆ 
-เคลลอก (kelloge) แบ่งเป็น 4 ขั้น 1.ขีดเขี่ย ช่วง 2 ขวบ
                                                       2.เขียนเป็นรูปรา่ง ช่วง 3 ขวบ วาดวงกลมได้
                                                       3.รู้จักออกแบบ ช่วง 4 ขวบ วาดรูปสี่เหลี่ยมได้
                                                       4.การวาดเเสดงความเห็นกับภาพได้ ช่วง 5 ขวบ วาด 3เหลี่ยมได้
3.พัฒนาการด้านร่างกาย
 กีเซลล์และคอร์บิน สรุป พัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวตามลักษณะพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก-มัดใหญ่ ดังนี้
 -การตัด  อายุ 3-4 ปี ตัดเป็นชิ้นส่วนได้
                       4-5 ปี ตัดเป็นเส้นตรงได้
                       5-6 ปี ตัดตามเส้นโค้ง, รูปทรงต่างๆ
-การขีดเขียน อายุ 3-4 วาด วงกลมได้
                              4-5 วาดสี่เหลี่ยมได้
                              5-6 วาดสามเหลี่ยมได้
-การพับ  อายุ 3-4 พับเเละรีดสันกระดาษ 2 ทบตามแบบ
                      4-5 พับและรีดสันกระดาษ 3 ทบตามเเบบ
                      5-6 พับเเละรีดสันกระดาษได้คล่อง หลายแบบ
-การวาด  อายุ  3-4 วาดคน มีหัว ตา ปาก ขา
                        4-5 วาดคนมี หัว ตา ปาก ขา จมูกลำตัว เท้า
                        5-6 วาดรายละเอียดเยอะขึ้น

Skills ( ทักษะที่ได้ )

-ทักษศิลปะ การวาดรูป ระบายสี 
-ทักษะจินตนาการ

Teaching Techniques ( เทคนิคการสอน )
-power point
-สื่อการเรียนการสอน แบบวาดรูป
  

Applications in Life ( การนำไปประยุกต์ใช้ )

 สามารถนำทฤษฎีไปปรับใช้และเป็นแนวทางในการจัดประสบการณ์ให้ตรงและเหมาะสมพัฒนาการเเละการเรียนรู้ของเด็กเกี่ยวกับศิลปะสร้างสรรค์ 

Evaluation ( การประเมิน )

Teacher      แต่งกายสุภาพ เข้าสอนตรงเวลาใช้เทคนิคการนำเข้าสู่บทเรียนที่ดี มีการใช้สื่อที่เหมาะสม
students     แต่งกายสุภาพ ตั้งใจเรียน
classroom  สะอาด เเละเอื้ออำนวยต่อการทำกิจจกรรม

บันทึกครั้งที่ 1

Learning  ( เนื้อหาที่เรียน )

1.ทำแบบทดสอบก่อนเรียน เรื่องศิลป์สำหรับเด็ก
2.วาดรูปตัวเองในจินตนาการ


    
Knowledge (ความรู้ที่ได้รับ) 

ความหมายศิลปะคือ งานฝีมือที่มนุษย์ใช้สติปัญญาสร้างขึ้น  มี 3ประเภท ได้แก่ จิตกรรม ปติมากรรม และ สถาปัตยกรรม มนุษย์สร้างศิลปะขึ้นเพื่อให้เกิดความสวยงาม ความพึงพอใจ 

ความสำคัญของศิลปะ
ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ (2543 : 37 - 39) กล่าวว่า ความสำคัญของศิลปะมีผลต่อการดำรงชีวิต ชีวิตของมนุษย์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ดังนี้
1. ศิลปะเพื่อการผ่อนคลาย โดยการระบายความรู้สึกนึกคิด หรือความคับข้องใจออกมา ความรู้สึกสามารถระบายออกได้ โดยผ่านสื่อทางศิลปะอย่างอิสระ
2. ศิลปะเพื่อการพัฒนาจิตใจ คนที่มีสุขภาพจิตดีคือคนที่ทำงานในหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความชื่นชมยินดีในงานที่ทำมีความเอื้อเฟื้อเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
3. ศิลปะเพื่อพัฒนาสังคม ศิลปะเป็นสื่อสำคัญที่ช่วยให้สัมพันธภาพของคนในสังคมดำเนินไปอย่างสงบสุข
4. ศิลปะเพื่อการบำบัด การบำบัดด้วยศิลปะ (Art Therapy) หมายถึงการใช้กิจกรรมศิลปะ หรือผลงานศิลปะ เพื่อวิจัยหาข้อบกพร่องของบุคคลที่กลไกการทำงานของร่างกายหย่อนสมรรถภาพซึ่งมีสาเหตุเนื่องมาจากความผิดปกติบางประการของกระบวนการทางจิตและเพื่อใช้กิจกรรมศิลปะที่เหมาะสมช่วยในการรักษาให้มีสภาพดีขึ้น

จุดมุ่งหมายในการสอนศิลปะ
     เพื่อความสมดุลทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์และสังคม สามารถพัฒนาตนเอง และร่วมมือกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ และฝึกผลนิสัยรักการทำงานด้านศิลปะอย่างประณีต มีวินัยรู้จักการรับผิดชอบ เป็นผู้มีจินตนาการทางด้านศิลปะ และการพัฒนาเจตคติ ฝึกฝนสมาธิ ฝึกทักษะกระบวนการ วิธีการแสดงออกอย่างเหมาะสม การสร้างสรรค์งานศิลปะ 

บทบาทของครู
1.จัดเตรียมสถานที่และอุปกรณ์ให้พร้อม
2.กิจกรรมที่จัดควรเป็นกิจกรรมปลายเปิดเช่นระบายสีด้วยสีเทียนและสีโปสเตอร์ตามอิสระเพื่อที่นักเรียนจะได้เรียนรู้การใช้อุปกรณ์ด้วยตนเอง มีอิสระในการสร้างสรรค์
3.กิจกรรมที่จัดควรมีความเหมาะสมกับวัยและพัฒนาการ(Developmental Appropriate)ในการจัดกิจกรรมคุณครูควรคำนึงถึงพัฒนาการของผู้เรียนกิจกรรมศิลปะควรมีความเหมาะสมต่อความสามารถของเด็กในวัยนั้น ๆ
4.คุณครูควรเน้นที่กระบวนการมากกว่าผลงานระหว่างที่นักเรียนทำกิจกรรมศิลปะ(Processnot  product)
5.สนทนากับนักเรียน เรื่องการดูแลรักษา การใช้อุปกรณ์ และกติกาในการปฏิบัติกิจกรรม
6.ให้นักเรียนมีส่วนร่วม(Students’Involvement)นักเรียนควรมีส่วนร่วมในการจัดเตรียมและทำความสะอาด เช่น ช่วยหยิบและเก็บกระดาษ และตะกร้าใส่ดินสอสี 


Skills ( ทักษะที่ได้ )

-วาดรูป
-จินตนาการ

Teaching Techniques ( เทคนิคการสอน )

-แบบทดสอบก่อนเรียน
-แบบวาดรูป
-Powerpoint

Applications in Life ( การนำไปประยุกต์ใช้ )

      ปรับใช้ในบทหน้าที่ของครูที่จะต้องเตรียมตัวจัดกิจกรรมศิลปะให้กับเด็กปฐมวัยอย่างถูกต้อง และต้องมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนในการสอนศิลปะให้กับเด็ก   

Evaluation ( การประเมิน )

Teacher      แต่งกายสุภาพ เข้าสอนตรงเวลา ใช้แบบสื่อที่เหมาะสม
students     แต่งกายสุภาพ ตั้งใจเรียน
classroom  สะอาด เเละเอื้ออำนวยต่อการทำกิจจกรรม